วิธีการบริหารเงินให้ได้มีประโยชน์จากการลงทุน

วิธีการบริหารเงินให้ได้มีประโยชน์จากการลงทุน

 

การลงทุนนั้นส่วนมากจะหวังผลในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีในรายได้ที่เข้ามาการนำเงินไปซื้อสิ่งต่าง ๆ เพื่อปล่อยเช่านั้นถือว่าเป็น passive income ทางหนึ่งหากคุณเป็นคนที่มีเงินเย็น

 

ความหมายของเงินเย็น คือเงินที่นิ่ง ๆ ไม่ได้เอาไว้ทำอะไรหากคุณทำให้มันอยู่เฉย ๆ ค่าของเงินนั้นก็อาจจะด้อยค่าลงไปตามกาลเวลาและภาวะเงินเฟ้อที่จะมีตลอดอยู่แล้วและนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการที่เราจะต้องนำเงินเย็นของเราออกมาทำการลงทุนเพื่อให้ทำให้เงินทำงานแทนนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า passive income การใช้เงินทำงานแทนเรานั้นถือเป็นแผนงานการเกษียรอย่างมีประสิทธิภาพของนักลงทุน และพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องการหาความมั่นคงอาจจะนำเงินเก็บไปซื้อ บ้านสักหลัง หรือคอนโด สักห้อง เพื่อทำการนำมาปล่อยเช่า หรือการนำเงินไปลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะการเทรดแนว VI เพือที่จะช่วยให้เราได้รับเงินปันผล หรือกำไรจากการเทรดหุ้นอีกด้วยนั่นเอง ซึ่งการนำเงินไปลงทุนนั้นก็มีมากมายหลายทางที่เราจะเอาแบบง่าย ๆ ก็เช่น การลงทุนในทองคำ การลงทุนในกองทุนต่าง ๆ  การนำเงินไปฝากเพื่อรับดอกเบี้ย เหล่านี้นั้นล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถให้เงินทำงานแทนเราได้ที่เราเรียกกันอย่างติดปากว่า ให้เงินทำงานแทนนั่นเองถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญสำหรับการให้เงินทำงานแทนเราได้นั้นเราต้องทำการหว่านผลด้วยการลงทุนไปในช่องทางต่าง ๆ ที่เราคิดว่าน่าจะทำเงินให้กับเราได้ทั้งนี้และทั้งนั้นการจะทำเช่นนั้นเราก็ต้องทำการที่จะช่วยให้เราได้รับผลตอบรับที่ดี ด้วยตัวของมันเองนั่นจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความต้องการทางการเงินและฉีกกฎความต้องการทางการเงินออกไปจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นด้วยนั่นเอง

 

เทคนิกการลงทุนด้วยเงินที่มีอยู่ อย่าปล่อยให้เงินคุณอยู่นิ่ง

เทคนิกการลงทุนด้วยเงินที่มีอยู่ อย่าปล่อยให้เงินคุณอยู่นิ่ง

44

อย่ายอมให้เงินของคุณขี้เกียจในการตรวจวัดสุขภาพทางการเงินอัตราส่วนทางการเงินตัวนึงที่ใช้วัดประสิทธิภาพของการจัดการทางการเงิน

คืออัตราส่วนการลงทุน (Net Investment Asset to Net Worth Ratio)

ค่ามาตรฐานของอัตราส่วนทางการเงินนี้ควรมากกว่า 50%ซึ่งหมายความว่าในความมั่งคั่งหรือทรัพย์สินส่วนที่เราเป็นเจ้าของ

เราควรมีทรัพย์สินลงทุนเช่นพันธบัตร หุ้นกู้ กองทุนต่างๆ หุ้นสามัญ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ มากกว่า 50% ของสินทรัพย์ที่เรามี

เพราะสินทรัพย์ลงทุนเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงหากมีอัตราส่วนตัวนี้ต่ำนั่นได้แสดงถึงว่าคุณยังมีการบริหารจัดการทางการเงินที่ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอเงินของคุณอยู่ในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนต่ำเกินไปเช่นอยู่ในรูปแบบเงินฝากธนาคารหรืออยู่ในสินทรัพย์ใช้ส่วนตัว

เช่นบ้าน รถ เครื่องประดับที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเพิ่มมูลค่าในประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจเช่นสิงคโปร์เงินฝากที่อยู่ในระบบธนาคารมีสัดส่วนประมาณ 20% ของเงินทั้งระบบเงินส่วนใหญ่จะอยู่ในสินทรัพย์ลงทุนอื่นๆซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วเงินที่เราจะเก็บในรูปแบบเงินฝาก

สำหรับคนทั่วไปควรมีจำนวนที่เพียงพอที่จะหยิบใช้จ่ายง่ายๆเพียง 3-6 เดือนในกรณีขาดรายได้ชั่วคราวเช่นตกงาน เปลี่ยนงาน หรือธุรกิจหยุดชะงักชั่วคราวหากคุณเก็บในรูปแบบเงินฝากเยอะเกินไปเงินของคุณก็จะเป็น “เงินขี้เกียจ” หรือ Lazy Money นั่นเองลองตรวจสอบกันดูนะครับว่าตอนนี้เงินส่วนใหญ่ที่คุณมีอยู่เป็น Active Money หรือ Lazy Money  ดังนั้นเราควรทำให้เงินหมุนเวียนกันอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะทำให้เราได้รับเงินที่เรียกว่า passive income ให้เข้ามาได้ด้วยตัวของมันเองที่จะต้องเลือกให้ได้รับส่วนตัวของตัวมันเองที่จะทำได้ด้วยตัวเองนั่นเอง

 

สภาพการเงินการลงทุนปั่นป่วนทั่วโลก ต้นเหตุมาจากไหน?

สภาพการเงินการลงทุนปั่นป่วนทั่วโลก ต้นเหตุมาจากไหน?

43

คำตอบ”นวัตกรรมทางการเงินของอเมริกา”ถ้าจำกันได้สมัยประเทศไทยมีวิกฤติเศรษฐกิจ เราต้องรัดเข็มขัด ลดรายจ่าย ฟองสบู่อสังหา จบได้ด้วยการ ยอมเจ็บ ด้วยเงื่อนไขของIMF สินทรัพย์หรือหนี้มูลค่า100บาท ให้AMC กองทุนฟื้นฟู มาเหมาในราคา 10-20 บาทให้goldman sach ร่ำรวย ทุกคนเจ็บปวด แต่จบ แล้วก็ผ่านมาได้

ปี2008 ฟองสบู่อสังหาในอเมริกาแตก ลุงแซมก็โคตรเก่ง ไม่ยอมปล่อยให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ ลดลงไปต่ำเตี้ย ไม่ยอมเจ็บ ไม่ยอมเดินตามวิธีของ IMF แต่อัดยาแรงQE พิมพ์เงินเอง เอามาอุ้มแบงค์ ซื้อพันธบัตรคืน อุ้มราคาบ้าน โลกเราก็เลยมีสภาพคล่องส่วนเกิน มาเป็นเวลานาน ร่วม5ปี สภาพคล่องส่วนเกินนี้เองที่ทำให้ สินทรัพย์อย่างทองคำราคาพุ่งพรวดไปได้ถึง1900 usd. เงินไหลเข้าไป ในตลาดทุนการลงทุน ในกลุ่ม emerging countries เติบโตเป็นดาวเด่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เติบโตจนถึงจุดpeak ในปีที่แล้ว ตลาดหุ้น super bullish สร้างเซียนหุ้นหน้าใหม่ สารพัดแนว เท่ห์ฝุดๆต้องเป็น VI คุยโม้กันด้วยพอร์ทหลัก ร้อย หลัก พันล้านหุ้นกลุ่มดาวเด่นต้อง domestic play อย่าง ค้าปลีก PE ทะยานไประดับ 40เท่า สบายๆมาถึงชั่วโมงนี้ สภาพคล่องเกินเริ่มจางหาย ประเทศกลุ่ม TIP (Thai Indonesia Philippines) BRIC (Brazil Russia India China) ก็เริ่มส่งสัณญาณลบออกมาเรื่อยๆ GDP ส่อแววหด อสังหา ในกลุ่ม BRIC เริ่มส่อแววเดี้ยง เพราะเงินหายไปจากระบบ

ภาพสวยงามที่ทุกคนวาดไว้ เริ่มเลือนลางตลาดหุ้นไทย ที่เคยเทรดกันวันละ 5-7หมื่นล้าน ก็หดเหลือ 4หมื่นล้าน ล้วนเป็นผลมาจาก การพิมพ์เงินซี้ซั้ว ของอเมริกา ไม่ได้มาจาก ภาคการผลิต หรือ real sectorระบบทุนนิยม เฮงซวย และนวัตกรรมทางการเงินสุดล้ำ ของลุงแซม นับวันเริ่มเผยธาตุแท้ออกมา ในรูปแบบ การส่งต่อเชื้อโรคทางการเงินแนวคิดการพัฒนา นวัตกรรม ทางการเงิน ได้ถูกพัฒนาในประเทศไทย ลองไปดูราคา BTS ก่อนออกBTSGIF กับหลังออกสิครับฟ้ากับเหว เช่นเดียวกันกับ ERW หลังจากออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ สาระวันเตี้ยลงเราเคยมีตำนาน ดอย IVL BANPUมายุค2013 รู้สึกจะมีหลายดอยเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น

– ดอยทองคำ

– ดอยเสี่ย (UV BJC) / (CPALL/CPF)

– ดอยบ้านจัดสรร

 

มาทำความรู้จักกับ GDP ตัวเลขที่แสดงถึงการน่าลงทุน

มาทำความรู้จักกับ GDP ตัวเลขที่แสดงถึงการน่าลงทุน

42

หลาย ๆ ท่าน อาจจะได้ยินข่าวและเรื่องเกี่ยวกับคำที่เกี่ยวข้องกับ GDP ว่าปีนี้จะเจริญเติบโตเท่าไหร่ และเติบโตอย่างไรนั่นเป็นส่วนประกอบสำคัญของการมองธุรกิจในภาพรวม

ซึ่ง GDP นั้นย่อมาจาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ซึ่งมาจากตัวเลขทั้งหมดสามตัวคือ การลงทุนในภาครัฐ  และการลงทุนในภาคเอกชน และการใช้จ่ายภายในประเทศ ถ้าตัวเลขสามตัวนี้เจริญเติบโตและเป็นบวกก็แสดงว่าประเทศนั้นกำลังพัฒนาและน่าลงทุนซึ่งถือเป็นตัวเลขที่นักลงทุนต่างให้ความสนใจที่จะไปลงทุนในประเทศใดใดนั้นก็จะต้องมองเรื่องตัวเลข GDP กันเป็นหลักเพราะ GDP จะสะท้อนเศรษฐกิจประเทศนั้น ๆ ว่าอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง เพราะถ้า รัฐบาล มีการลงทุน เอกชนมีการลงทุน และ ผู้คนในประเทศมีการใช้จ่ายนั่นหมายความว่าประเทศจะมีเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบมากมายมหาศาลเป็นส่วนให้คนหลายคนและเป็นัตวการที่ทำให้นักลงทุนต่างเลือกที่จะมาลงทุนกันนับว่าเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งในการลงทุน และถ้าหากว่า GDP ตกต่ำและติดลบนั้นก็จะถือว่าประเทศนั้นไม่น่าลงทุนวิธีแก้วิกฤติ นั้นก็ออกมาตรการต่าง ๆ ที่กระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและมีการส่งเสริมให้ภาคเอกชนทำการลงทุน ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นต้นส่วนในภาครัฐก็ต้องทำการลงทุนในสาธารณูปโภค ให้ได้เพิ่มมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ได้มีเงินหมุนเวียนไปสู่คนภายในประเทศเพราะถ้าหากว่าเศรษฐกิจฝืดเคืองคนก็ไม่อยากใช้เงินไปอย่างเปล่า ๆ สุรุ่ยสุร่าย นั่นเป็นส่วนสำคัญของการใช้เงินในประเทศด้วยและถ้าหากว่าคนเริ่มที่จะไม่ใช้เงินกันนั่นจะหมายความว่านักลงทุนก็จะไม่อยากที่จะมาลุงทุนภายในประเทศเท่าไหร่นักดังนั้นแล้วการกระตุ้นและการเปิดเผยตัวเลข ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับการบอกว่าเศรษฐกิจในปีนั้นจะก้าวไปทางไหนนั่นเอง

 

จังหวะการซื้อหุ้นแนว VI ควรซื้อหุ้นตอนไหน

จังหวะการซื้อหุ้นแนว VI ควรซื้อหุ้นตอนไหน

41 จังหวะการซื้อหุ้นแนว VI ควรซื้อหุ้นตอนไหน 41

ปัจจัยหลักในการเลือกซื้อหุ้นแนว VI นั้นจะมีอย่างไรบ้างตอนนี้เราจะมาดูว่าเราควรที่จะช้อนซื้อหุ้นแนว VI อย่างไรให้ประสบความสำเร็จและได้หุ้นในราคาที่ถูกซึ่งการซื้อหุ้นในราคาถูกถือเป็นปัจจัยหลักเลยก็ว่าได้

1) เกิดวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่เช่นวิกฤติต้มยำกุ้งหรือวิกฤติซัมไพรม์ ซึ่งตอนนั้นตลาดหุ้น (SET index) ลงมาถึง 80% และ 50% ตามลำดับ จากจุดสูงสุด โดยหากหุ้นที่เราเลือกเป็นหุ้นพื้นฐานดีจริงๆ พอหมดช่วงวิกฤติผลการดำเนินงานก็คงปรับเข้าสู่ภาวะปกติและราคาหุ้นก็คงกลับมาเช่นกัน อันนี้ตัวอย่างที่ชัดคืออ.นิเวศน์ ที่ใช้เงิน 10 ล้านบาท ซื้อหุ้นตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง ตอนนี้มีเงินเกินกว่าหมื่นล้านบาทแล้ว หรือผมเคยได้ BH ตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง ก่อนที่จะโดนห้ามซื้อขายไป 3 ปี

2) เกิดวิกฤติเฉพาะตัว ไม่ใช่วิกฤติใหญ่ เช่นเกิดภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม สึนามิ ภัยแล้ง) เกิดโรคระบาด (โรคซาร์ หวัดนก เป็นต้น) การเมือง สงคราม หรือแม้กระทั่งเรื่องเฉพาะตัวเช่นไฟไหม้โรงงาน ซึ่งวิกฤติเหล่านี้จะทำให้ราคาหุ้นบางกลุ่มอุตสาหกรรมหรือบางบริษัทปรับตัวลงแรง ยกตัวอย่างเช่นน้ำท่วม ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มประกันภัยลงแรงมาก หรือมีอยู่ครั้งหนึ่งผมได้หุ้น S&P (ธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรี่) ตอนที่มีข่าวว่านมผงจากประเทศจีนมีส่วนผสมของเมลามีน ซึ่งตอนนั้นคุกกี้ของ S&P มีการใช้นมผง (ทั้งที่บริษัทออกมายืนยันว่าไม่มีก็ตาม) ทำให้ราคาหุ้นลงมาแรงเป็นต้น ซึ่งวิกฤติเหล่านี้เป็นวิกฤติสั้นๆ ไม่กระทบต่อพื้นฐานระยะยาวของบริษัทที่เราจะลงทุน

“จงอย่าถามว่าวิกฤติจะมาเมื่อไร มาจากไหน แต่ให้รู้ว่ามาแน่ อยู่ที่อดทนรอได้ไหม และเมื่อถึงเวลากล้าซื้อหรือไม่”

ความสำคัญของการซื้อหุ้นถูกแนว VI อยู่ที่คุณมีศักยภาพในการอดทนรอนานแค่ไหน อย่างน้อยหากจะรอวิกฤติใหญ่ก็ประมาณ 10 ปีมีครั้ง แต่จากสถิติที่ผมเก็บมาของตลาดหุ้นไทย หากหุ้นหรือ SET index ลงมา 30% จากจุดสูงสุด ผลตอบแทนหลังจากนั้น 5 ปีจะเกิน 100% แทบทุกครั้ง แม้ว่าหุ้นอาจจะลงต่อหลังจากที่ซื้อก็ตาม และหากซื้อได้ตอนหุ้นลง 50% ซึ่งตามประวัติหุ้นไทยมีอยู่ 6 ครั้ง ผลตอบแทนที่ได้จะเกิน 200% ทุกครั้ง และหากเลือกหุ้นถูกบริษัท ผลตอบแทนมากกว่านั้นเยอะมากมาก ดังนั้น VI ควรมีลักษณะนิสัยอดทนรอให้เป็นและเมื่อถึงเวลาต้องกล้าซื้อ สำหรับตอนนี้ผมก็กำลังรออยู่อย่างอดทนครับ